Dai-Mao:The Naughty Prince of Tennis>>Ch11~กระจกสีรุ้ง~4th day-Canon in D major-
posted on 22 Dec 2011 17:03 by kuroikuruma in fan-fiction



Title: The Naughty Prince of Tennis EP11.>> ~Gii&Takumi~4th day-Canon in D major-
Pairing: Dai x Mao (จริงๆนะ)
Author: kuruma
Author’s note: มันคือฟิกชั่น อิงความจริงบ้าง อะไรบ้าง อย่าซีเรียสนะคะ^^
“อ้า ได้มาแล้ว ขอบคุณครับ” เสียงเจื้อยแจ้งเอ่ยขอบคุณทีมงาน เมื่อได้รับของเล่นใหม่ มาโอะรีบคว้าเอากล่องรูปร่างประหลาดมาถือไว้อย่างชื่นชม ขณะที่รอทานอาหารเช้ากับเพื่อนนักแสดงด้วยกัน ถึงจะเด็กที่สุดในกองแต่เรื่องวินัยในการทำงานเขาไม่แพ้ใครอยู่แล้ว ปกติมักจะตื่นนอนก่อนใครตลอด เพราะฉะนั้น ตอนนี้เลยมายืนกอดกล่องปริศนา และก้มหัวให้ทีมงานที่แวะเวียนมาทานอาหารเช้าก่อน นั่นรวมถึงผู้กำกับคนเก่งด้วย
“ อ้าว มาโอะ กินข้าวรึยังเนี่ย ” ท่าทางของผู้กำกับโยโคอิดูจะแปลกใจไม่น้อยที่เด็กหนุ่มตื่นเช้ากว่าใคร แน่ล่ะ ดูเหมือนจะเป็นเด็กวัยกำลังกินกำลังนอนแท้ๆ ตื่นสายคงไม่แปลก
“ ยังฮะ ผมรอพวกไดจังตื่นก่อนค่อยทานพร้อมกับฮะ แล้วก็ได้นี่มาด้วย ” มาโอะรีบโชว์ของเล่นให้ให้ผู้กำกับดูทันที ดูท่าทางจะเห่อไม่ใช่เล่นเลย
“ อ่อ ฉากสีไวโอลีนเรอะ ฮะ ฮะ .. เอาให้สุดฝีมือเลยนะ ” มือใหญ่ตบบ่าของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู ก่อนจะขอตัวไปทานอาหารเช้าก่อน
ดูเหมือนผู้กำกับจะเข้าใจว่า เขาเล่นมันเก่งสินะ ถึงได้เชื่อมั่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ต้องเอาให้เป๊ะเลยล่ะ!
เด็กหนุ่มกำมือตัวเองแน่นอย่างมาดมั่น ดวงตากลมโตนั้นดูเหมือนจะมีไฟลุกโชนขึ้นมาเลยทีเดียว
++++++++++++++++
“ ไปก่อนนะครับ ” ทักกี้ส่งเสียงลาคนที่ยังอยู่ที่รีสอร์ท วันนี้พวกนักแสดงเกือบทุกคนต้องเดินทางเข้าบริติชฮิลล์เพื่อไปถ่ายทำฉากในโรงเรียนก่อน ดังนั้นจึงมีเวลาว่างพักกันอีกวันระหว่างไดสุเกะกับมาโอะ
เด็กหนุ่มผมสีดำยืนโบกมือให้กับนักแสดงและทีมงานที่ยกกองกันไปถ่ายทำกันหมด เหลือเอาไว้เพียงอาหารกล่องและขนมสำหรับทั้งสองคนเอาไว้ที่ห้องครัว เผื่อเวลาหิวจะได้จัดการตัวเองได้
++++++++++++++++
ส่วนอีกด้านหนึ่ง...
“ วันนี้ได้พัก พวกนายก็ซ้อมบทกันไปก็แล้วกัน ” ผู้กำกับโยโคอิกำชับก่อนจะตบบ่าไดสุเกะ แล้วพูดเบาๆเพียงให้ได้ยินสองคน
“ ยังไงก็บอกน้องมันด้วยนะว่าเราต้องถ่ายทำอะไรกันบ้าง ”
“ เอ่อ .. ครับ ” คำพูดนั้นทำเอาชายหนุ่มต้องยิ้มแห้งๆ ซึ่งนั่นผู้กำกับหนุ่มใหญ่ก็ถือเป็นคำตกลงไปแล้ว
“ ฮะ ฮะ โอเค งั้นพวกเรา เดินทางได้ ”
++++++++++++++++
“ ไปหมดแล้ว ที่นี่เงียบไปเลยเนอะ ทั้งๆที่เมื่อคืน พวกทักกี้เอาแต่คุยเล่นกันตั้งนาน ” เมื่อทุกคนเดินทางออกไปแล้ว เด็กหนุ่มจึงหันมาคุยกับหนุ่มรุ่นพี่ ในมือยังถือไวโอลีนเอาไว้อยู่เลย
“ แถมยังโดนโยโคอิซังเดินมาดุอีกต่างหาก ” ไดสุเกะเสริม ที่จริงเมื่อคืนเขาก็อ่านบทอยู่ ในระหว่างนั้นคนอื่นๆก็พากันพูดคุยเสียงดังไม่ยอมหลับยอมนอน ยกเว้นเด็กอนามัยคนนี้ที่พอสามทุ่มก็หลับเป็นตายไปแบบนั้น สุดท้ายผู้กำกับหนุ่มใหญ่ต้องมาเคาะห้องนั่นแหละถึงได้แตกตื่นรีบมุดเข้าผ้าห่มกันใหญ่
... นึกว่าเป็นอุเอชิมะเซนเซ รึยังไงกันนะ?...
“ เหรอ ผมไม่เห็นรู้เลยอะ ” มาโอะทำตาโต สงสัยตอนนั้นเขาคงจะหลับไปแล้วล่ะเลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย
“ ฮะ ฮะ นายน่ะหลับลึกจะตาย จะไปได้ยินได้ยังไงกันล่ะ .. ว่าแต่ ไอ้นั่นอะไรน่ะ เห็นถือมาตั้งแต่เช้าแล้ว ” ชายหนุ่มหัวเราะกับท่าทางสงสัยของเด็กน้อย ก่อนจะพยักเพยิดไปที่กล่องรูปร่างประหลาดในมือของเด็กหนุ่ม
“ ไวโอลีนไงฮะ! ”
++++++++++++++++
เสียงไวโอลีนแสบแก้วหูดังขึ้นตัดๆขัดๆ ขณะที่มือเรียวบรรจงวางโบว์ลงกับสายที่ขึงเอาไว้จนเกร็ง คิ้วเรียวขมวดขึ้นอย่างขัดใจ ขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่สวนสวยของรีสอร์ททำเอาอีกคนที่กำลังนั่งอ่านบทอยู่ไม่ห่างต้องสะดุ้งตามเสียงแสบแก้วหูนั้น
“ ทำอะไรน่ะ มาโอะ! ” ไดสุเกะหรี่ตาเล็กน้อย เพราะเสียงแหลมนั่นบาดหูเขาเหลือเกิน และดูท่าทางจะไม่หยุดง่ายๆเสียด้วย แล้วก็ได้ผลเมื่อเด็กหนุ่มหยุดส่งเสียงแสบหูนั่นเพื่อตอบคำถามของเขา
“ ก็..ซ้อมไวโอลีนไงฮะ พรุ่งนี้ต้องถ่ายฉากสีไวโอลีนแล้ว ผมยังเล่นไม่เป็นเลย ”
“ อ้าว ก็ไหน...โยโคอิซัง.. ” ชายหนุ่มหยุดคำพูดของตัวเองเอาไว้แค่นั้น พลางนึกถึงเด็กคนนี้ตอนที่อยู่กองถ่าย
.... ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไร ก็ทำเป็นเข้าใจไปเสียทุกอย่าง...
ไดสุเกะถอนหายใจออกมา มือแกร่งที่ถือบทภาพยนตร์วางมันลงข้างตัว
“ เล่นไม่เป็นเลยสินะ? ”
น้ำเสียงที่เหมือนถูกดุระหว่างการซ้อมละครเพลงทำให้เด็กหนุ่มวางไวโอลีนลงข้างตัว
“ ก็ผม...................... ”
“ ไม่อยากให้คนอื่นต้องรอ ” ไดสุเกะต่อประโยคนั้นให้จนจบก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วหยิบไวโอลีนของเด็กหนุ่มขึ้นมา
“ เอาล่ะ ยังพอมีเวลา เริ่มใหม่ก็แล้วกัน ” ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นแล้วดึงแขนเล็กของเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้นยื่น พลางยื่นไวโอลีนไปไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เขาจัดท่าทางให้ร่างเพรียวจนพอใจ ก่อนจะสอนวิธีจับโบว์ที่ถูกต้องให้
“ ต่อไปก็ชักโบว์ขึ้นลงเป็นจังหวะ ลองดูซิ ”
มาโอะพยักหน้าแรงๆ ก่อนจะเริ่มบรรเลงเสียงแสบหูนั่นอีกครั้ง แน่นอนเสียงแสบหูนั่นคงไม่แปลกอะไรหรอก ถ้าไม่ใช่เสียงแสบหูแบบติดๆขัดๆเพราะเจ้าตัวเกร็งอีกแล้ว
“ อย่าเกร็งซิ เอาใหม่! ”
เสียงดุหลายครั้ง สลับกับเสียงแสบหุแบบติดๆขัดๆ ดังไปทั่วบริเวณกว้าง กลางหุบเขา จนแล้วจนเล่า................................
++++++++++++++++
“ ไดจัง ทำไงดี ผมทำไม่ได้แน่ๆเลย ” เสียงใสเริ่มงอแงอย่างหมดแรง มือทั้งสองข้างผละไวโอลีนลงกับพื้นหญ้าชื้นรอบบริเวณที่พวกเขาอยู่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบเขียว ราวกับเด็กที่ทำการบ้านไม่ได้เพราะมันยากจนเกินไป
ร่างสูงถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะหยิบไวโอลีนกับโบว์ขึ้นมา และจัดท่าให้เรียบร้อยพร้อมบรรเลง
++++++++++++++++
ท่วงทำนองไวโอลีนอ่อนหวาน เป็นเพลงชื่อดังของ Johann Pachelbelที่ถูกนำบรรเลงมาประกอบภาพยนตร์เกาหลีใต้ที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี และภาพยนตร์รวมทั้งเกมส์อีกมากมาย อย่าง Cannon in D major ถูกบรรเลงด้วยไวโอลีนตัวเดียวกับที่มาโอะส่งเสียงแสบหูตัดๆขัดๆเมื่อครู่ เสียงอ่อนหวานราวกับริ้วไหวไปกับสายลมหนาวด้านนอก ใบหน้าได้รูปดูเคร่งขรึมเมื่อบรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีชิ้นเล็กนี้ ดวงตาคมปิดลง เผยให้เห็นขนตาขาวส่วย และริมฝีปากได้รูปที่ขยับตามจังหวะเพลงที่ตนเองเล่น มือแกร่งข้างที่จับโบว์ชักไปมากับเส้นเสียงบนตัวไวโอลีนส่งเสียงไพเราะออกมา แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ไดสุเกะในตอนนี้ราวกับเป็นคนละคนกับคนที่พูดจาเล่นหัว ส่งเสียงหัวเราะเสียงดังกับใครต่อใครที่หลังเวทีละครเพลงเลย
มาโอะที่นั่งกับพื้นไม้นั้น ราวกับตกอยู่ในมนต์สะกดของเสียงเพลง เขาเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่าคนตรงหน้านี้เข้าวงการบันเทิงมาได้อย่างไร เรียนจบมหาวิทยาลัยคณะดีๆจากฮอกไกโด เดินเข้ามาสมัครงานที่เอเจนซี่ด้วยตัวเอง คนที่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้ตั้งแต่เข้าวงการมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ แล้วคนที่ทำได้แทบทุกอย่างยกเว้นตีเทนนิสคนนี้ ก็กำลังเล่นไวโอลีนให้เขาฟัง
...เพราะจัง....
ดวงตากลมโตมองร่างสูงที่กำลังเล่นไวโอลีนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและต้นไม้ใหญ่ท้องฟ้าจะขมุกขมัวเพราะความเหน็บหนาว หากแต่เพราะเสียงไวโอลีนของไดสุเกะกลับทำให้รู้สึกอบอุ่น เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจที่มีเพียงเขาที่ได้ยินเสียงนี้ และได้รับความอบอุ่นนี้เพียงผู้เดียว คิดได้อย่างนั้น ริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ
“ โอะ.....มาโอะ! ” เสียงเรียกอีกครั้งทำให้คนที่มัวคิดอะไรเพลินๆรู้สึกตัว
“ อะ..จบแล้วเหรอ ไดจัง? ”
“ นายเนี่ยนะ... บอกให้ดูไงเล่า ” ไดสุเกะใช้โบว์สีไวโอลีนเคาะศีรษะเล็กเบาๆ แล้วส่ายหน้าไปมา
“ งั้นเอางี้ ... ลุกขึ้นมา เล่นไม่ได้ก็เอาท่าทางไปก่อนก็ได้ ” ผู้ชายที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถแทบทุกด้านดึงร่างบางขึ้นมายืนเพื่อจัดท่าทางอีกครั้ง ส่วนตัวเขาเองก็ไปยืนซ้อนหลัง มือแกร่งจับมือนั้นให้จับโบว์ ส่วนเขาเองก็ซ้อนมือเรียวนั้นอีกที ด้วยความสูงที่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก จึงทำให้จัดท่าทางของร่างเล็กได้ถนัดพอดี
อุ่น...ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลัง จากแผ่นอกที่แข็งแรง ผสานกับกลิ่นเข้มๆของบุหรี่เจือด้วยกลิ่นหอมของทุ่งหญ้าทำเอาเด็กหนุ่มต้องยืนตัวแข็งโดยไม่รู้ตัว ได้ยินเสียงดุเบาๆที่ข้างหู กับลมหายใจร้อนๆไม่ให้เกร็ง ปลายจมูกเฉียดผิวแก้มใสเล็กน้อยจนร่างสูงกว่าได้กลิ่นหอมหวานจางๆจากซอกคอขาวเนียนที่โผล่พ้นเสื้อกันหนาวสีแดงนั้น
ริมฝีปากสัมผัสกับคอขาวนั้นเบาๆ สูดดมกลิ่นหอมจากผิวกายของเด็กหนุ่ม อย่างเผลอไผล ริมฝีปากบางกระซิบแผ่วเบา ทั้งๆที่ยังจับมือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเอาไว้ ผ่านไวโอลีนที่เขาจัดท่าทางให้อยู่
“ ถ้าฉัน....................ทำแบบนี้กับนายต่อหน้ากล้อง ... จะเป็นไรไหม? ”
ริมฝีปากร้อนที่กระซิบเบาที่คอทำให้เด็กหนุ่มที่ถูกสัมผัสต้องยืนแข็งทื่อ สิ่งที่ได้ยินนั้นไม่สามารถจับใจความใดๆได้ หากแต่เพราะเป็นไดสุเกะ ดังนั้น สิ่งที่มาโอะทำจึงมีเพียงพยักหน้าลงแรงๆ พร้อมกับส่งเสียงตกลงเพียงในคอเท่านั้น
“ อื้อ... ”
“ ถ้าเราต้องแสดงเป็นคนรักกัน ต่อหน้าใครต่อใครทั้งโลก .... นายจะเชื่อใจฉันไหม? ”
“ อื้อ ”
.... ขอบใจนะ..มาโอะ..
++++++++++++++++
วันต่อมาก็ถึงฉากการเล่นไวโอลีนในงานเลี้ยงเล็กๆของกลุ่มเพื่อน สุดท้ายการสอนไวโอลีนโดยอาจารย์วาตานาเบะก็ไม่เป็นผล เพราะหลังจากที่ความอบอุ่นนั้นละออก มาโอะก็ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้อีก ดังนั้น ไดสุเกะจึงต้องโทรศัพท์ไปหาผู้กำกับหนุ่มใหญ่ที่ยังถ่ายทำภาพยนต์อยู่ที่บริติชฮิลล์ ดังนั้น ในวันนี้จึงมีครูสอนไวโอลีนที่มาสอนท่าทางการจับที่ถูกต้องให้เด็กหนุ่ม แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหนแต่เด็กหนุ่มที่ในเรื่องต้องเล่นไวโอลีนเก่งมากๆก็ต้องขมวดคิ้ว ขณะที่พยายามเรียนรู้ไปด้วย ส่วนอีกด้าน พวกนักแสดงคนอื่นๆต่างก็คุยกันอย่างสนุกสนาน เพื่อสร้างอารมณ์ครื้นเครงของกองถ่าย โดยเฉพาะบัชชี่ที่ปล่อยมุกฮาๆกับทักกี้ ทำเอาไดสุเกะที่อารมณ์ดีขึ้นได้บ้าง ดวงตาคู่คมเหลือบมองเจ้าของร่างบางที่หัดสีไวโอลีนอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งถูกเรียกเข้าฉากอีกครั้ง
++++++++++++++++
เสียงไวโอลีนดังแสบหู ผิดกับท่าทางที่ดูราวกับเป็นมืออาชีพและใบหน้าที่สงบนิ่ง ดังแผดขึ้นมาทั้งๆที่มีเสียงไวโอลีนจากเครื่องเล่นซีดีคลออยู่ ทุกคนต่างอยู่ในอารมณ์ที่เคลิบเคลิ้ม ท่าทางสนิทสนมของกีย์ กับ โมริตะ ทั้งนั่งใกล้กัน ไหนจะถ่ายรูปกันอย่างสนิทสนมอีกทำให้ทาคุมิทนไม่ได้ เด็กหนุ่มขอตัวแล้ววิ่งออกไปจากสถานที่จัดงานทันที ซึ่งกีย์ก็รีบวิ่งตามไป
ภาพที่ได้ตามต้องการทำให้ผู้กำกับหนุ่มใหญ่สั่งคัท ทำเอานักแสดงทุกคนต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอก ส่วนโฮโซไกเองก็บอกว่าเมื่อครู่นี้จิกขาตัวเองจนช้ำ เพื่อกลั้นหัวเราะเสียงประหลาดของไวโอลีนเมื่อครู่แทบแย่ และเมื่อสารภาพออกมาแบบนั้นก็เรียกเสียงหัวเราะของคนทั้งกองถ่ายได้ทันที ฝ่ายเจ้าของเสียงไวโอลีนประหลาดก็รับโวยวายใหญ่ว่าเขาไม่ได้สีไวโอลีนแย่แบบนั้นสักหน่อย ท่าทางเวลาโดนแกล้งเรียกเสียงหัวเราะจากใครต่อใครได้อีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใครนั้นเอง มีเพียงรอยยิ้มของคนๆหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องยิ้มตอบ พร้อมกับพูดใจใจ
...ขอบคุณฮะ ไดจัง...
edit @ 31 Jan 2012 16:36:36 by kuroikuruma
マルセル デ バンプス Marcel de Vamps: 「Dear Girl ~Stories~」


แอบสงสารน้องอ่ะ ที่เล่นไม่เป็นอ่ะ
แต่ต้องทำเหมือนว่าตัวเองนั้นเชี่ยวมากอ่ะ
แต่ยอมรับเลยนะ ว่าน้องทำได้มาก ๆ อ่ะ
เยี่ยมจริง ๆ เลย
นั่นแน่ ที่ทำได้ขนาดนี้เพราะมีเฮียคอยสอนใช่มั้ยเนี่ย ^^
ขอบคุณนะคะ
#1 By Nu (118.172.158.65) on 2011-12-22 21:29